Dj-Boy955's profiledjboy955PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    January 01

    วันสิ้นปี ที่อยากให้สิ้นสุด

     
      ต้องบอกว่าปีนี้ก่อนวันสิ้นปี เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงตั้งความหวังไว้มากมายว่าจะไปนับถอยหลังที่โน่นที่นี้ คนที่ไปต่างจังหวัดคงไม่รู้สึกอะไร แต่คนกรุงเทพคงเข้าใจ ว่าปีใหม่ปีนี้มันเหงาเหลือเกิน เรื่องวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความหวาดกลัวและสุญเสีย ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกส่วนตัวของคนกลุ่มน้อยทำไมต้องสร้างปัญหาให้กับคนกลุ่มใหญ่ขนาดนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าทำไมไม่มีงานรื่นเริง แต่เพียงรู้สึกว่าทำไมคนไทยถึงมีจิตสำนึกที่ถดถอยขนาดนั้นมากกว่า สิ้นสุดสักทีได้ไหม ความคิดแปลกแยกของคนไทยด้วยกัน
    October 30

    คั่นเวลา

      
     
      

     
     
        บางทีความรักมันก็มีหลายรูปแบบ มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกที่และทุกสถาณะ หากมีใครบางคนบอกว่าแบบแผนของความรักต้องเป็นแบบนี้ แล้วถ้ามีหนึ่งคนที่มีความรัก นอกกรอบ นั่นคือผิดใช่ไหม  แล้วแบบนี้ความยุติธรรมของคำว่า  "รัก" มันอยู่ตรงไหน   คนที่มีรักที่ไม่เหมือนคนอื่น คือ "คนปาป" ใช่ไหม
     
     
                                   
          นี่ตัวฉันผิดหรือไร ฉันต้องใช้หนี้กรรมให้ใคร เจ็บที่มันต้องเป็นอย่างนี้
           มีชีวิตไม่เหมือนใคร ฉันไม่อาจเลือกทางได้เอง จะมีใครบ้างไหมที่จะมาเห็นใจ

     

    แค่อยากจะเป็นเหมือนคนทั่วไป มีรักได้ดั่งใจต้องการ


     
     
    ปล.   ฝากถึงคนที่รออ่าน " ป้ายนี้มีชีวิต กับพรมลิขิตที่บัดสบ" ตอนที่ 3 ผมเขียนเสร็จแล้วไปถึงตอนที่ 5 แต่อยากให้รออ่านกันนิดนึง กลัวจะเศร้ากันเกินไป แต่ตอนต่อไปเศร้ามากจนตอนเขียนยังรู้สึกว่า ทำไมชีวิตมันเป็นแบบนี้ คืนนี้เหงามาก มากจนอยากบอกว่า ผมไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณอีกแล้ว "ความเหงา"
                                        
                           
    October 11

    ป้ายนี้มีชีวิต กับพรมลิขิตที่บัดซบ2

    (ตอนที่ 2) ห้องเช่า 207

             ประมาณเก้าโมงเช้า ของวันหนึ่งผมจำไม่ได้ว่าวันที่เท่าไหร่กันแน่  ในขณะที่ผมกำลังนอนหลับอยู่บนฟูกเก่าๆ และในห้องแคบๆ ของห้องเช่าเพื่อนผม ด้วยความอ่อนล้า และเหนี่อยกับการเดินทางตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจริงๆ ผมก็เพิ่งจะได้นอนตอนประมาณเจ็ดโมงเช้านะ เพราะกว่าจะมาถึงห้องก็ปาเข้าไปหกโมงเช้า กว่าจะอาบน้ำและทำธุระส่วนเสร็จ   มันทำให้ผมหลับไหลและฝันไปไกลเหมือนนอนอยู่บนที่นอนนุ่มๆ กับผ้าห่มอุ่นๆ ได้เหมือนกัน เพื่อนผมบอกว่าจะกลับบ้านเพราะมีธุระ จะไปสักสัปดาห์ฝากดูแลห้องแล้วก็ดูแลตัวเองด้วย ตอนแรกผมก็รู้สึกดีใจที่เพื่อนมันก็ห่วงใยเราเหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับผมในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมคงต้องถอนคำพูดทันที

          ในขณะผมหลับลึกอย่างสบาย สักพักผมก็ได้ยินเสียงก็อกๆ แก็กๆ ตรงหน้าประตู  ตอนแรกนึกว่าหูฝาด เหรอว่าเป็นแม่บ้านมาทำความสะอาด หรือใครกวดขยะก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่นานเข้าเสียงมันเริ่มดัง เหมือนมีคนมาตอกตะปูตรงประตูห้อง ผมรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูดู อ้าว พี่  จะมาทำอะไรที่ห้องนี้อ่ะครับ ผมถามไปด้วยความงงบนความงัวเงีย  เพราะภาพที่ผมเห็นคือผู้ชายคนนึงกำลังถือค้อน และอุปกรณ์ช่างอีกสองสามอย่าง คำตอบที่ผมได้ยินคือ อ้าว ก็น้องค้างค่าห้องมาสามเดือนละ นี่เจ้าของห้องเขาให้มาล็อคห้องอ่ะ พี่ก็ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน โอ้โห ผมได้ยินเท่านั้นแทบลมจะใส่ อาการง่วงนอนหายเป็นปริดทิ้ง ผมถามพี่ช่างคนนั้นว่า นี่ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมาเปิดประตู ผมคงต้องโดนขังอยู่ในห้องใช่ไหมครับ ผู้ชายคนนั้นไม่ตอบ เหมือนไม่ได้สนใจคำถามของผมเสียด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่ประเด็น ผมเลยถามต่อไปว่า เอางี้พี่ ผมควรจะติดต่อใครอ่ะครับ ห้องนี้เป็นห้องเพื่อนผม ไม่ใช่ห้องผม และผมก็ไม่รู้ว่ามันค้างค่าห้องด้วย  ผมพยามอธิบาย แต่ผมก็รู้ว่าถึงอย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรทั้งสิ้นแน่นอนอธิบายไปก็เสียเวลาเปล่า  เค้าบอกให้ผมไปติดต่อเจ้าของห้องข้างล่าง ผมเลยบอกได้   แต่พี่อย่าล้อคห้องผมก่อนนะ  ผมรีบเข้าไปล้างหน้าล้างตา เรียกสติคืนมานิดหน่อย แต่จริงๆ ก็มืดแปดด้านเหมือนกัน  เหตุผลใหญ่คือตอนนั้นไม่มีเงินจริงๆ แค่ค่ารถ ค่ากินยังไม่มีเลย นี่ถ้าจะต้องมาจ่ายค่าห้องอีกแล้วจะทำไงกันดีนี่  ผมคิดในใจ อย่างน้อยๆ ก็ภาวนาขอให้เจ้าของห้องใจดี พอจะต่อรองอะไรได้บ้างเถอะ หรือให้อยู่อีกสักสิบห้าวันรอเงินเดือนออกก็ยังดี

           ผมเดินลงไปชั้นล่างสุดของตึกห้องเช่า พร้อมหัวใจที่สับสน ปนตื่นเต้นเล็กน้อย ทันใดนั้นก็หันไปเห็นหญิงวัยกลางคน กำลังนั่งเช็คบัชญีหรืออะไรสักอย่างท่าทางเคร่งครึม ดูจากลักษณะภายนอกก็บอกได้เลยว่านี่แหละคือเจ้าของห้องเช่าที่นี้ แต่เพื่อความแน่ใจผมตรงเข้าไปถามว่า พี่ครับ พี่เป็นเจ้าของห้องเช่าที่นี้หรือครับ  เธอขยับแว่นตาเล็กน้อยแล้วชำเลืองตาขึ้นมามอง ผ่านแว่นสายตาหนาเตอะ ใช่ ทำไม เหรอ  เธอตอบน้ำเสียงราบเรียบ คือ ..ผมมาพักกับเพื่อนที่ห้อง 207 อะครับ แต่เพื่อนผมมันกลับบ้านไปแล้ว เค้าบอกมันค้างค่าเช่า แล้วมีคนจะมาล็อคห้องผมอ่ะครับ ผมตอบไปเท่าที่พอจะบอกเหตุผลได้ หวังคำตอบที่พอจะทำให้รู้สึกดีบ้าง อ้อ ห้องนี่นี่เอง ฉันเป็นคนใช้ให้ช่างไปล็อคประตูเองแหละ เธอตอบพร้อมยิ้มมุมปาก แต่มันไม่ใช่ห้องผมนะ ผมแค่มาอาศัยชั่วคราว และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าเพื่อนผมมันค้างค่าห้องอยู่ ผมพยายามอธิบาย ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมเช็คบัชชีแล้วหันมาบอกว่า ถ้าจะไม่ให้ล็อคห้อง ก็เอามาเงินมาจ่ายสะ ใครจะอยู่ใครจะไม่อยู่ ไม่สนใจ เพราะที่นี้ไม่ใช่วัด จะมาอยู่มานอนฟรีๆ ได้ไง ถ้าไม่มีก็ขนของออกไปสะ ได้ยินเท่านั้น ทำเอาผมชาไปทั้งตัว หมดหนทางอธิบายเพื่อขอความเมตตา  ผมหมดคำถามแล้วแต่ก็ยังจะถามต่อไปว่า งั้นผมต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ อะครับ คำตอบที่ได้ยินคือ ค้างมาสามเดือน เดือนละสามพันบาท บวกค่า จ่ายช้า ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมแล้ว 12000 บาท จะจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่าละ ถ้าไม่จ่ายก็ย้ายออกไป ให้เวลาถึงเที่ยงนะ ไม่งั้นจะให้ช่างไปล็อคห้อง ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างช้าๆ แล้วบอกตัวเองว่าตอนนี้เงินในกระเป๋ามีไม่ถึงห้าร้อย แล้วจะต้องมาจ่ายเงินเป็นหมืนภายในเที่ยงนี้นี่นะ ทำไมมันซวยบัดซบแบบนี้ว่ะ

         ผมค่อยๆเดินกลับไปที่ห้องเหมือนร่างไร้วิญญาณ มึนตื้อไปหมดไม่รู้จะทำอย่างไร  ดูเหมือนระยะทางจากข้างล่างไปชั้นสองมันจะไกลเหลือเกิน  ผมวูบคิดถึงย่าผมที่บ้านขึ้นมา  อยากโทรไปหา อยากร้องไห้กับย่าดังๆ แต่ผมจะทำได้อย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ผมบอกย่าคือ ผมสบายดีนะ ย่าไม่ต้องห่วง และเสียงที่ได้ยินกลับมาคือ ดูแลตัวเองนะลูก    ผมถอนหายใจยาว ค่อยๆ นั่งลงข้างๆ ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ในห้องเช่าเล็กๆ ที่ตอนนี้ผมคงอยู่ที่นี่ได้ไม่เกินเที่ยงวัน ผมคิดอะไรไม่ออก เลยหยิบกระเป๋าใบเดิมที่ใส่ของมาจากพัทยา ค่อยๆ เก็บเสื่อผ้าและของใช้บางอย่างเท่าที่จำเป็นลงในกระเป๋า  แล้วหยิบเงินที่เหลือขึ้นมานับ ไม่พลาดแม้กระทั่งเศษเหรียญสักแดง ผมจำได้ว่าตัวเลขที่เป็นผลลัพธ์คือ  สี่ร้อยหกสิบห้าบาท คงพอประทังชีวิตไปได้สักสี่ห้าวัน แต่คืนนี้ผมจะนอนที่ไหน ผมถามตัวเอง และไม่มีคำตอบให้ตัวเองด้วย ช่างมันเถอะผมบอกตัวเองอีกครั้ง  จัดแจงอาบน้ำแต่งตัวแล้วหยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นบ่า ค่อยๆ เดินออกไป ผมไม่ได้ทิ้งข้อความอะไรไว้ให้เพื่อนเลย เพราะเพื่อนผมทิ้งความขมขื่นในใจให้ผมอย่างหาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ ผมหันมามองห้องเช่าอีกครั้ง  จำได้ขึ้นใจ ห้อง 207 แล้วผมก็รีบเดินออกไปจากห้องพักอย่างรวดเร็ว ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก ทั้งๆที่คืนนี้จุดสิ้นสุดของผมจะไปสิ้นสุดอยู่ที่ไหน ผมยังไม่รู้เลย ……แต่ถ้าคุณรู้คุณคงสมเพสผมหน้าดูแล้วผมจะมาเล่าให้ฟัง

    April 02

    ป้ายนี้มีชีวิต กับพรมลิขิตที่บัดซบ

    ป้ายนี้มีชีวิต กับพรมลิขิตที่บัดซบ

    (ตอนที่ 1)

               หากย้อนกลับไปเมื่อสามปีที่แล้ว ใครเคยขับรถผ่านหรือบังเอิญผ่านไปแถวเดอะ มอลล์ ปางกะปิ หน้าตลาดแฮปปี้แลนแถวนั้น  ตอนประมาณสักตีสามกว่าๆถึงตีห้า แล้วเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่  เนื้อตัวมอมแมมด้วยกลิ่นเหงี่อบวกกับกลิ่นอายของฝุ่นควัน หน้าตาอ่อนหล้าเพราะอดหลับอดนอน ถือกระเป๋าหนึ่งใบที่ข้างในมีกระดาษแผ่นเล็กๆ มีไว้เพื่อจดสายรถเมล์ที่จะวิ่งผ่านถนนเส้นนั้นและสามมารถพาตัวเองกลับที่พักได้ มือนึงก็ต้องคอยตบยุงที่มันชุมเหลือเกิน อีกมือนึงก็ต้องคอยดูนาฬิกาว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่จะมีรถเมล์สักคันวิ่งผ่าน ความหวังเพียงแค่ได้พาร่างที่อ่อนล้าและหมดแรงได้กลับไปยังที่ซุกหัวนอน ที่มีแค่หมอนหนึ่งใบ กับฟูกเก่าๆ  หากคุณเคยพบเห็นผู้ชายดังที่ได้กล่าวข้างต้น ผมจะบอกคุณว่านั้นแหละคือตัวผม ดีเจบอย

               ประมาณปีกว่าที่ผมไม่ได้ขับรถไปแถวตะวันนา หรือเดอะ มอลล์ ปางกะปิ วันนี้ผมมีธุระจึงบังเอิญต้องไปแถวนั้นพอดี  ในขณะที่ผมติดไฟแดง ณ บริเวณที่ตรงนั้นภาพวันเก่าๆ เหมือนจะลอยเข้ามาในความทรงจำของผม

    คุณรู้ไหมครับว่า ย้อนกลับไปเมี่อสามปีที่แล้วมีผู้ชายคนนึงเดินทางเข้า กรุงเทพมหานคร โดยที่ยังไม่รู้เลยว่ากรุงเทพคืออะไร ถนนเส้นนี้ต้องนั่งรถเมล์สายไหน  รถไฟฟ้าเขาขึ้นกันยังไง แท็กซี่สีเขียวเหลือง กับแท็กซี่สีแดงฟ้ามันใช้บริการได้เหมือนกันไหม  แล้วคนกรุงเทพเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร  เขาไม่รู้เลย รู้แต่เพียงหนึ่งคำที่ก้องอยู่ในหัวตลอดว่าเรามาที่นี้เพื่อตามหาความฝันของตัวเอง เพราะฉนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำคือเดินไปข้างหน้า  ปรับตัว และอดทนเท่านั่นเอง   หากคุณยังไม่เคยรู้เดี่ยวผมจะเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

                  ตอนที่ผมตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพ หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากเวอร์จิ้น ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเข้ามาพักที่ไหน  ญาติพี่น้องก็ไม่มีสักคน ในชีวิตก็เคยเข้าเมืองหลวงกับเค้าแค่สองครั้งอันนี้จำได้แม่น เลยนึกได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยรุ้จักกันมาก่อน อันที่จริงก็ไม่ได้สนิทอะไรกับเขาหรอกนะ แต่มันเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วนี้นา ไหนๆโอกาสก็มาแล้วหากคิดจะเดินหน้า ก็เอาสักตั้งแล้วกัน ผมหาเบอร์และโทรหาเพื่อนคนนั้นทันที โชคยังดีที่โทรติดและยังไม่เปลี่ยนเบอร์  ผมแจ้งความจำนงทุกอย่างว่าช่วยหาที่พักให้หน่อย คำตอบคือโอเคไม่มีปัญหาแต่ว่าต้องโอนเงินมาก่อนล่วงหน้าเป็นค่ามัดจำก่อนนะ หกพันบาท ได้เลยผมโอนให้ตอนนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ คุณรู้ไหมครับว่าผมทำงานมาทั้งปีกับการที่ใช้ชีวิตอยู่ที่พัทยาเมืองที่ค่าครองชีพสูงมากแต่เงินเดือนน้อยเหลือเกิน  บวกลบกลบหนี้แล้วผมมีเหลือเงินทั้งหมดหนึ่งหมื่นบาทถ้วน  หากผมต้องจ่ายค่ามัดจำหกพันบาทนั่นหมายถึงผมจะมีเงินติดตัวแค่สี่พันบาทเท่านั้นเอง  แต่ถึงอย่างไรผมก็มั่นใจได้อย่างหนี่งว่าผมมีที่ซุกหัวนอนแน่ๆ  หากมาถึงเมืองกรุง 

                ผมจัดแจงเก็บเสื้อใส่กระเป๋าแล้วซื้อตั๋วรถทัวร์สาย พัทยา กรุงเทพ ราคา หนึ่งร้อยแปดสิบบาท นัดแนะกับเพื่อนเรียบร้อยว่าให้มาลงที่หมอชิตแล้วเพื่อนจะมารับ  จำได้ว่ายังตื่นเต้นไม่หายตอนรถทัวร์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากเมืองพัทยา ผมพูดในใจว่า  ลาก่อนพัทยาเมืองที่เคยใช้ชีวิตที่นี้มาหนึ่งปีเต็มๆ  ชีวิตข้างหน้าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้เลย   ผมมาถึงหมอชิตตอนบ่ายสามพร้อมๆกับความตื่นเต้นปนความประม่า นึกอยู่ในใจตลอดเวลาว่าถ้าเพื่อนไม่มารับแล้วเราจะไปอยู่ไหนนี้ แล้วทำไมผู้คนที่นี้ถึงได้มากมาย สับสนวุ่นวายเหลือเกิน เพื่อนผมโทรมาบอกให้มารอที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิตบอกอยู่ใกล้ๆหมอชิตนั่นแหละ อยากจะบอกมันว่าแค่หมอชิตยังไปไม่ถูกแล้วสถานีที่ว่าจะไปถูกไหมนี้ คิดในใจเอาหน่า เกรงใจเพื่อนเดี่ยวถามคนแถวนี้เอาล่ะกัน จะนั่งรถก็กลัวไม่ถูกสายถ้าหลงจะไปกันใหญ่แถมเงินในกระเป๋าก็ต้องใช้อย่างประหยัด   สิ่งที่ผมต้องทำคือเดินถามคนมาตลอดทางว่าสถานีรถไฟหมอชิตอยู่ไหน ตอนแรกนึกว่าใกล้ๆ ไปๆ มาๆ เดินเอาเหงื่อท่วมเหมือนกัน  รอเพื่อนสักครึ่งชั่วโมงเพื่อนก็มาจริงๆ  ค่อยยังชั่วผมถอนหายใจยาว คำถามแรกที่ผมได้ยินจากเพื่อนคือ เอ้ยย บอย ทำไมแกแต่งตัวได้บ้านนอกแบบนี้ว่ะ  ผมอึ้งไปเชี่อขณะ พูดไม่ออกไม่มีคำตอบใดๆ  ส่วนคำถามแรกที่ผมถามเพื่อนคือ จองห้องไว้ที่ไหนอ่ะ เหนี่อยมากๆ ขอกลับไปอาบน้ำหน่อยได้ป่ะ  คำตอบที่ผมได้ยินก็คือ พอดีห้องมันเต็มต้องรอเดือนหน้าแต่มันจำไว้แล้ว ตอนนี้ไปพักกับเราก่อน  ผมไม่มีทางเลือกว่าไงก็ว่ากัน สรุปคือผมต้องมาพักกับเพื่อนคนนี้ที่ซอยนวลจัทร์ เป็นห้องเล็กๆแค่แมวดิ้นตาย   เตียงนอนได้คนเดียว ด้วยความเกรงใจผมขออาสานอนพื้น โชคดีที่เพื่อนมีฟูกเก่าๆ กับหมอนอีกหนึ่งใบจะได้ไม่ปวดหลังมากนัก  ผมพูดในใจอย่างน้อยๆ เราก็มีที่นอนแล้วหล่ะ

                 อยากบอกว่าตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า ซอยนวลจัทร์ มันอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพ ผมบอกเพือนว่าพรุ่งนี้ผมต้องไปทำงาน ที่ทำงานผมอยู่เอ็มโพเรี่ยม สุขุมวิท 24 ต้องไปยังไง เพื่อนบอกว่าอย่านั่งแท็กซี่เพราะว่ามันแพง (จริงๆ ไม่ต้องบอกผมก็คงไม่นั่ง เพราะตังค์ไม่มี) ทีนี้เพื่อนก็จดชื่อ สายรถเมล์และวิธีไปให้ผม ตอนแรกแทบเป็นลมทำไมมันถึงต่อรถหลายตอนแบบนี้ คุณฟังดีๆนะครับ  เพื่อนบอกให้นั่งวินไปลงหน้าปากซอย หลังจากนั้นให้จำสายรถเมล์ไปลงหน้าตะวันนาหรือ เดอะมอลล์ปางกะปิ แล้วต่อรถจากตรงนั้นผ่านสายลาดพร้าวทั้งสาย(ซึ่งก้รู้ว่ารถติดมากมายแค่ไหน )ไปลงที่สถานีรถไฟหมอชิต แล้วต่อรถไฟฟ้าไปลงพร้อมพงษ์ ซึ่งผมใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดสี่ชั่วโมงในการเดินทางขาไปคุณคงนึกสถาพออกว่าพอมาถึงที่ทำงานผมก็หมดแรงแล้ว  ผมทำได้แค่บอกกับตัวเองตอนนั้นว่าชีวิตคนเมืองกรุงคงต้องเป็นแบบนี้แหละมั้ง   มาถึงขากลับบ้าง ผมเลิกงานตอนห้าทุ่ม แล้วต้องวิ่งมาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อจะไปลงที่สถานีหมอชิต แล้วต่อจากสถานีหมอชิตไปลงหน้าแฮปปี้แลนด์ อันนี้ไม่มีปัญหาจะเหนี่อยแค่ไหนก็ต้องอดทน  ปํญหามันอยู่ที่ว่าพอมาถึงตรงนี้รถเมล์สายที่จะผ่านไปหน้าปากซอยนวลจัทร์มันจะหมดตอนเที่ยงคืนและจะมาอีกครั้งตอนตีห้า  เพราะฉนั้นผมต้องนั่งอยู่ที่ป้ายนี้จนถึงตีห้าถึงจะได้กลับไปนอน  ผมถามกับตัวเองว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรือคำตอบคือไม่มี ผมต้องนั่งตากยุงอยู่แบบนี้ทุกคืนหนึ่งเดือนเต็มๆ พร้อมกับภาวะการเงินที่ร่อยหรอลงไปทุกวัน ๆ

              จนถึงสิ้นเดือนผมมีหนึ่งข่าวดีและหนึ่งข่าวร้าย ข่าวดีก่อนดีกว่าเพราะหลายคนย่อมให้เรื่องดีๆ มาก่อนเรื่องร้ายๆเสมอ ข่าวดีคือมีเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่งบอกว่าให้ผมลองนั่งรถเมล์สาย เจ็ดสิบเอ็ดดู มันจะมีทั้งคืนและผ่านหน้าปากซอยนวลจัทร์เลยต่อเดียว  ต้องบอกว่าเพื่อนคนนั้นเหมือนประทานแสงสว่างให้กับผมเพราะผมเพิ่งรู้ว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่ผมทำก็คือ ผมนั่งรถอ้อมโลก อยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ นั้นคือข่าวดี  ส่วนข่าวร้ายคือผมนึกว่าผมจะได้เงินเดือนหลังสิ้นเดือน แต่จริงๆแล้วเงินเดือนของที่นี่เขาตัดทุกวันที่สิบห้า นั้นหมายถึงผมจะไม่ได้เงินเดือนเดือนนี้  เพราะมันจะทบไปอีกเดือน คุณพอจะนึกภาพออกใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม  โชคร้ายแค่นี้ยังไม่พอ เพื่อนผมกลับค้างค่าห้องโดยที่ผมไม่รู้ปล่อยให้เจ้าของห้องมาล็อคห้องที่ผมอยู่ เพื่อนผมหนีไป    พร้อมเงินมัดจำที่ผมให้ไว้สุดท้ายก็แค่เรื่องโกหก ตอนนั้นผมมึนตื้อไปหมด ทำไมเพื่อนทำกับเราแบบนี้  ไม่มีเงิน ไม่มีที่นอน  ผมพูดได้แค่คำเดียวว่า ทำไมชีวิตมันถึง บัดซบแบบนี้ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟัง…..

     

    February 14

    เมื่อลูกชาย..ต้องจากไป

               วันนี้นอนดึกมากๆ เพราะต้องเคลียงานบนโต๊ะที่กองเป็นดินพอกหางหมูมาประมาณสัปดาห์เต็มๆ    ส่วนใหญ่ก็เป็นงานเขียนๆ  เขียนไปเขียนมาชักเริ่มเวียนหัว ขอพักสายตาหน่อยเลยหันไปเจอรูปรูปหนึ่งที่แปะไว้หน้าโต๊ะทำงาน มันเป็นรูปของลูกสุนัขตัวหนึ่ง จำได้ว่ารูปที่แปะอยู่ถ่ายตอนอายุสี่เดือนแต่ดูจากขนาดคงเท่ากับสุนัขปกติประมาณสองปี

           ผมได้เจ้าลูกสุนัขตัวนี้มาเมื่อต้นเดือนกันยายนเมื่อสองปีที่แล้ว  อาจเป็นเพราะด้วยความเหงา หรืออยากมีเพื่อน หรือเหตุผลกลใดในตอนนั้นจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าตอนได้มันมาเหมือนได้กล่องดวงใจมากอีกดวง ผมตั้งชื่อให้มันว่า ใบหม่อน ใบหม่อน เป็นหมาพันธุ์ เซนต์เบอร์นาด  หน้าตาน่ารัก น่าชัง  มาถึงตรงนี้ กำลังนั่งคิดอยู่ว่าทำไมเราถึงตั้งชื่อเจ้าสุนัขตัวนี้ว่า ใบหม่อน  คงเป็นเพราะตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ มีคนฟังคนนึงน่ารักมากๆ เป็นคนเหนือหอบของฝากมาเพียบ ทั้งน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว และอีกหลายอย่าง ตอนไปรับเจ้าใบหม่อนมาของฝากยังเต็มประโปรงรถอยู่เลย ก็เลยคิดชื่อเอาแบบเหนือๆ หน่อยแล้วกัน ประกอบกับเจ้าใบหม่อนเป็นหมาจากเมืองหนาวน่าจะเข้ากันได้ดี ก็เลยลงเอยที่ชื่อนี้ดีที่สุด  ใบหม่อนเป็นหมาขี้อ้อน เวลานั่งเฉยๆ หน้าที่ของมันคือวิ่งเข้ามานอนในตักทำท่าน่ารักน่าชัง ให้เราเกาหลัง ลูบหัว แปรงขน ตอนแรกๆ ก็โอเคพอทน แต่พอผ่านไปสักพักชักเริ่มไม่ไหวเพราะ ใบหม่อนมักลืมตัวว่าตัวเองตอนนี้น้ำหนักปาเข้าไปหกสิบโล สงสัยนึกว่าตัวเองเป็นหมาเด็กน่ารักผอมเพรียวเอาเข้าจริงมันจะตัวใหญ่กว่าผมซะอีก   ตอนแรกผมเลี้ยงใบหม่อนไว้ในครัวมีกรงประมาณเมตรคูณเมตรเห็นจะได้ คิดว่ามันคงจะอยู่สุขสบาย แต่ ไปๆ มา ๆ ใบหม่อนเกิดอาการใหญ่คับกรง คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยากคงใช้กับใบหม่อนไม่ได้  มันเลยต้องย้ายมาอยู่นอกบ้าน ผมสร้างบ้านใหม่ให้มันเกือบเท่าห้องนอนผมเห็นจะได้ แต่เจ้าใบหม่อนก็ไม่วายสร้างเรื่องปวดสมอง มันคงคิดว่าไหนๆ ก็อยู่นอกบ้านแล้วหางานอดิเรกทำตอนผมไม่อยู่บ้านดีกว่า ว่าแล้วพี่แกก็เริ่มต้นด้วยการขุดดินแถมเลือกจุดได้เหมาะสมยิ่งนักนั่นก็คือสวนย่อมและแปรงดอกไม้ข้างบ้าน ขุดจนหนำใจสงสัยจะเกิดอาการร้อนแดด ก็เลยถือโอกาสไปนอนแช่น้ำสักหน่อย เลือกจุดได้ถูกต้องอีกแล้วครัยท่านนั่นคือบ่อน้ำพุกลางสวนหย่อมหน้าบ้าน พอผมกลับมาก็วิ่งออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ กระดิกหาง ตื่นเต้นยกใหญ่  ผมก็สงสัยว่าทำไมวันนี้ ใบหม่อนมอมแมมจัง เหลือบไปเห็นผลงานของพี่ท่าน  โอ้โห!!ลมจะใส่เอาให้ได้  ใบ่หม่อนยังมีวีรกรรมอีกเพียบถ้าจะเล่าเอาจริงๆ หน้ากระดาษเท่านี้คงไม่พอ  แต่มันก้ทำให้พอรอว่ากลับมาจากทำงานวันนี้จะมีอะไรดีๆ ให้ตื่นเต้นบ้าง มันเหมือนความผูกพันธ์ที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลย  ลืมบอกไปว่าก่อนหน้าที่จะเลือกหมาพันธุ์เจ้า ใบหม่อนมาเลี้ยง มีหลายต่อหลายคนทีเดียวที่บอกว่าเลี้ยงหมาใหญ่ให้ระวังเรื่องไขข้อกระดูก  เพราะน้ำหนักตัวที่สูงมากปัญหาตรงช่วงขา จะตามมาที่หลังเพราะถ้าหมาไม่ได้ออกกำลัง ขาหน้าและหลังจะรับน้ำหนักตัวไม่พอ

            และแล้ววันนั้นก็มาถึงจริงๆ ใบหม่อนเดินมาด้วยขาหน้าซ้ายที่ผิดปกติจากเดิมตอนแรกผมแค่คิดว่ามันคงซนไปโดนอะไรมา วันสองวันก็คงจะหาย  ที่ไหนได้นับวันข้อตรงส่วนนั้นของมันกลับใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นพร้อมอาการซึมเศร้าไม่ร่าเริงเหมือนเก่า แต่ทุกครั้งที่ผมกลับมายังมันพยายามเข้ามาประจบด้วยสีหน้าร่าเริงแต่เหมือนผมจะรู้ด้วยความผูกพันธ์ ว่า ใบหม่อนนั้นเจ็บเหลือเกิน  ผมตัดสินใจพามันไปหาหมอในวันรุ่งขึ้น ผลการวินิจฉัยคือ ข้อต่อตรงขาหน้าซ้ายของมันแตกทำให้น้ำหล่อเลี้ยงตรงข้อไหลออกมาเก็บไว้เป็นถุง ซึ่งเกิดจากการกดทับของน้ำหนักตัว หมอถามผมต่อว่าที่บ้านมีพื้นที่ให้มันวิ่งเล่นหรือเปล่า ผมก็บอกว่ามีแต่หมอกลับบอกผมว่าขนาดพี่พื้นที่มีมันไม่เพียงพอสำหรับหมาพันธ์นี้ใช้ในการวิ่งเล่น ผมถึงรู้ว่าที่ ใบหม่อนเป็นแบบนี้เพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอนรอผมให้กลับมาจากทำงาน ถึงจะได้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านกันและถ้าบางวันผมติดงานหรือกลับมาช้านั่นคือการรอคอยของใบหม่อนวันนั้นเป็นอันสูญเปล่า  ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นอยู่บ่อยๆ และ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นก็คงไม่ยุติธรรมสำหรับเจ้าใบหม่อนเอาเสียเลย    ผมรักษา ใบหม่อนจนหายมันกลับมาร่าเริงใหม่อีกครั้งพร้อมที่จะเล่น พร้อมที่จะประจบออดอ้อนผมเหมือนเดิม  แต่ด้วยงานที่กลับทวีคูณขึ้นของผมมันกลับทำให้เวลาระหว่างผมกับ ใบหม่อนเริ่มน้อยลงทุกที ผมยังจำได้วันนั้นผมกลับมาถึงบ้านประมาณตีสอง ยอมรับว่าเหนี่อยมากๆ พอเปิดประตูรั้ว เจ้าใบหม่อนก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าและความหวังที่ผมสามารถสัมผัสได้ ว่าหลังจากคอยมาทั้งวันคงจะได้ออกไปวิ่งเล่นกันในตอนนี้  แต่ผมไม่ไหวจริง ๆ ผมลูบหัวมันเบาๆ แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยไปนะ พ่อเหนี่อยมากๆ แล้วปิดประตูรั้ว ใบหม่อนเดินหายไปในมุมแคบๆ แล้วนอนหมอบลงด้วยท่าทีเศร้าหมอง  ผมรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ แต่ร่างการของผมมันไม่ไหวจริงๆ  วันรุ่งขึ้นผมสัญญากับตัวเองว่าจะทำตามสัญญาให้ได้แต่แล้วผมก็ทำไม่ได้อีกเพราะกว่าจะถึงบ้านก็ดึกเกินไป มันเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ ในเมื่อผมพูดหน้าไมค์อยู่บ่อยๆ ว่า การรอคอยของทุกอย่างต้องมีความหวัง นับประสาอะไรกับความหวังเล็ก ๆ ของเจ้าใบหม่อนจะไม่มีคุณค่าเชียวหรือ  กับแค่การได้วิ่งเล่นในที่กว้าง ได้อยู่ช่วงกลางวันที่มีผู้คนอยู่บ้าง ไม่ใช่แค่นอนรอให้ผมกลับมากับการได้อยู่ตัวเดียวในพื้นที่แคบๆ ผมตัดสินใจด้วยหัวใจที่สิ้นหวังว่าจะส่ง ใบหม่อนไปอยู่กับพี่ชายที่ สตูล ยอมรับว่าถึงจะไกลกันแต่ที่นั่นคงทำให้ ใบหม่อนใช้ชีวิต ได้สบายไม่ติดอยู่กับพื้นที่และห้วงเวลาที่ต้องให้กับงานจนไม่เหลือให้สิ่งรอบข้างของผม  ผมไม่อยากเล่าถึงตอนที่ต้องส่งมันขึ้นรถและคำบอกลา เพราะบ่อน้ำตามันตื้นเกินจะคิดถึงเรื่องนั้นอีกครั้ง  

            ผมเขียนเรื่องนี้ในวันแห่งความรัก สิบสี่ กุมภาพันธ์  และหากนั่นคือตัวแปรและเงื่อนไขของความรักระหว่างผมกับใบหม่อนที่สุดท้ายคือการพลัดพลาก  ก็อยากย้อนให้คนที่อ่านไดอารี่ของผมในตอนนี้หันมามองรอบๆ ตัวว่า ทุกวันนี้คุณติดอยู่กับเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า หรือคุณลืมอะไรบ่างหรือเปล่าข้างๆ ตัวคุณ?

    February 13

    คำถามหลังไมค์...ที่ถามบ่อยที่สุด

             ต้องบอกว่าวันนี้จัดรายการคนเดียวเพราะ นานา ติดรายการทีวี ตั้งใจไว้เสมอว่าทุกวันอาทิตยืจะรับสายคนฟังเอง เพราะบางทีพูดอย่างเดียวเราก็ไม่รู้ว่าคนฟังต้องการอะไร กลัวคนฟังจะหาว่าดีเจเป็นพระเจ้าเข้าถึงยากเหลือเกินยิ่งดีเจยุคนี้เทคโนโลยีเกื้อหนุน นั่งสบายไม่ต้องหาแผ่น ไม่ต้องหาสปอต ไม่ต้องรับสาย มีคนทำให้หมด มีหน้าที่พูดหน้าไมค์อย่างเดียว อ้อ!! อีกอย่างสำหรับดีเจสมัยนี้ที่ต้องทำคือ เก็กหน้าหล่อรอให้สาวๆ ที่มองอยู่ทางเวปแคมเข้ากรี้ด  บางคนพูดลิ้นไก่สั้นแต่ดันหน้าตาดีพี่แกก็เป็นดีเจได้เหมือนกัน ( โชคดีที่เราเข้ามาก่อน กระแสดีเจต้องเป็นดารา ดีเจต้องหน้าตาดี ดีเจต้องนามสกุลดัง ทั้งๆ ที่บางคนพูดก็ยังไม่ชัด บัตรผู้ประกาศก็ไม่มี แถมบางทีฟังเหมือนคนพิการ ลิ้นปวม ปากแหว่ง เพดานโหว่มาจัด ถ้าเข้ามาช้าสักนิด มีสิทธิป่านนี้ต้องช่วยพ่อกรีดยางอยู่ที่บ้านแหง ๆ ) เข้าเรื่องดีกว่า ที่บอกว่ารับโทรศัพท์เองวันนี้ ทันทีที่รับสายแรกหนึ่งคำถามที่ได้ยินก็คือ " พี่ค่ะ!! เป็นดีเจมันยากมั้ย...อยากเป็นดีเจเหมือนพี่บ้างจังต้องทำไงบ้าง" ได้ฟังเท่านี้เหมือนจะลองนับดูเล่นๆ ว่าเราได้ยินคำถามนี้มากกี่รอบแล้วหนา สิบสองปีที่เป็นดีเจมาถ้าจะนับกันจริงๆ ก็มากโขอยู่เหมือนกัน  
            จริงๆแล้วอยากตอบน้องคนนั้นไปนะว่าถ้าน้องแค่อยากมันก็ยากอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนดีเจแต่ละคนมีวิธีที่จะมาสู่การนั่งหลังไมค์ เปิดเพลงให้คนฟังไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทุกคนทำเหมือนกันคือการวิ่งเข้าหาโอกาศ เพราะเชื่อเหลือเกินว่าโอกาศมันไม่วิ่งเข้ามาหาเราแน่ๆ ผมเริ่มต้นกับการเป็นเด็กอ่านสปอตวิทยุตอนอายุสิบห้า เรียกได้ว่าเสียงพอแตกก็แหกปากหาเงินกันเลย จำได้ว่าตอนนั้นยังเด็กมากๆ ค่าอ่านสปอตแต่ละครั้งแค่ห้าสิบบาท  แต่ก็ถือว่าสูงสำหรับต่างจังหวัด ที่อัตราค่าโฆษณาครั้งละแปดสิบบาท  ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างผมที่พอดีทางทีมงานเขาขาดดีเจผมถึงได้ไปลองนั่งจัดรายการจริง ทั้งๆที่ยังเป็นเด็กหัวเกรียนชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของผม ไม่มีใครก้าวถึงสิบหากไม่เริ่มต้นที่หนึ่ง ผมจริงบอกตัวเองเสมอว่าอย่างน้อยๆ เราก็เดินนำหน้าเพื่อนมาหนึ่งก้าวสำหรับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน  ที่เหลือคือเติมความฝันด้วยความพยายามและจริงจังกับสิ่งที่ทำมากกว่า นับจากวันนั้นถึงวันนี้สิบสองปีมันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ผมยังนั่งอยู่หลังไมค์เหมือนเดิมแต่มันไม่ใช่ที่เดิม ผมอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศ ที่ที่ดีเจต่างจังหวัดหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมา "ผมทำได้ " นี่คือสิ่งที่มันก้องอยู่ในหัวใจผมเสมอ
           หากนั่นคือจุดเริ่มต้นของคนที่ชื่อ " ดีเจบอย" ที่มีหนึ่งสมอง สองมือ และสองเท้าเหมือนคุณ  แล้วจุดเริ่มต้นของคุณล่ะอยู่ตรงไหน หากคิดแค่อยาก มันก็คงจะยากเกินเอื้อม เพราะเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีอะไรไกลเกินฝันหากตั้งใจทำมันด้วยความพยายาม " เพราะความฝันไม่เคยทำร้ายใคร แล้วคนเรามีสิทธิอะไรจะทำลายความฝันของตนเอง" จริงไหม?
     
    February 12

    เราจะสู้เพื่อในหลวง

    วันนี้ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดใส เพราะว่าเมื่อคืนกลับมาดึก แล้วก็เพลียมากๆ ด้วย ไปไหนมาหรือ ? ก็ไปลานพระรูปมาอ่ะดิ แน่นอนว่าถ้าตอบแบบนี้หลายคนต้องทำหน้าตาแปลกๆ แล้วพูดต่อว่า " แกนี่นะ ไอ้บอย จะไปประท้วงกับเค้า " ขอออกตัวก่อนเลยนะ ว่าไม่ได้ไปประท้วง หรือร่วมวงขีบไล่ใครออกจากตำแหน่งหรอกนะ ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่ที่ไปมาสองครั้งตั้งแต่เสาร์ที่แล้วก็เพราะว่า ผมแค่อยากดูพลังของผู้คนมากกว่า พลังของคนชนชั้นกรรมาชีพ หาเช้ากินค่ำที่มารวมตัวกันต่อสู้เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน ชวนให้คิดถึงอีกจุดประสงค์นึง คือยากฟัง หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาที่ขึ้นปราศัย แสดงทัศนคติ ของนักศึกษากับความคิดเห็นและมุมมองทางด้านการเมืองสมัยนี้ ซึ่งนับวันนักศึกษาสมัยนี้กำลังถูกวัตถุนิยมกลืนกินอุดมการณ์ไปหมดแล้วหรือเปล่า  เห็นภาพแล้วชวนให้คิดถึงตัวเองสมัยเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งเรานี่แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีเสมอ หากต้องมีสาวนร่วมในเรื่องของการเมืองและสังคม พูดแล้วกลิ่นสี ปลายพู่กันเหมือนจะลอยมาในจิตสำนึก เพราะสมัยนั้นเรานี่แหละที่นั่งเขียนป้ายผ้า นั่งทำแบบจำลอง หรือกิจกรรมต่างๆ จนดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ได้หลับได้นอน หลังเพียงเป็นจุดหนึ่งเล็กๆ ที่ได้มีบทบาทและเป็นกระบอกเสียงบอกถึงความต้องการของนักศึกษา ที่ได้ชื่อว่าเป็น " พิราบขาว" ที่จะก้าวไปเป็นกำลังของสังคมต่อไป  ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นกับการออกโรงมาเป็นผู้ร่วมสนับสนุนครั้งนี้ขององค์กรนิสิตว่าถูกหรือผิด แต่ที่อยากเห็นมากที่สุดคือ นักศึกษาสมัยนี้ไม่ได้หลงไหลไปกับค่าวัตุนิยม ยังมีกลุ่มที่มีพลังและอุดมการณ์พร้อมที่จะออกมาแสดงบทบาทของตนเสมอหากมีเสียงเรียกร้องจากสังคม จำไม่ได้เชียวหรือว่าประวัติศาตร์การเมืองไทยที่ได้จารึกไว้บนหน้าแห่งความทรงจำกี่ยวกับการเรียกร้องประชาติปไตยหลายๆ ครั้ง แกนนำสำคัญนั่นคือพลังจากเหล่านักศึกษา ยังจำภาพมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ มหาลัยที่ผลิตปัญญาชนมารับใช้แผ่นดิน โดนเรียกว่า มหาลัยคอมมิวนิสต์เป็นคลังเก็บอาวุธ เพราะเพียงแค่เหล่านิสิตเข้ามามีส่วนร่วมทางด้านการเมือง  จากวันนั้นถึงวันนี้มีคนบอกว่าร่วมสามสิบปีที่สังคมไม่ได้เห็นพลังของนักศึกษา หากรุ่นพี่ที่ต้องเสียทั้งเลือดเนื้อและอุดมการณ์ แล้วเหล่านักศึกษาจะนั่งอยู่เพื่อรอสิ่งไหนกัน หนึ่งคำที่ได้ยินจากการปราศัยในวันนี้แล้วชื่นใจที่สุดคือ " สังคมไทย คงจะอยู่ไม่ได้หากกำลังหลัก ขาดอุดมการณ์ "